มาชู สุขสวัสดิ์ และ บ ริ ก า ร จั ด ซื้ อ ต า ม สั่ ง
(One Stop Service, name it and get it) 
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาค้นหา
มาชู มีบริการจัดซื้อตามสั่ง
เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าครับ
 
เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับงานตัดโลหะ
รู้ไหมว่า การเลือกวิธีการตัดให้เหมาะสมกับงานเป็นสิ่งจำเป็น!!!
เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่เหมาะสมกับความต้องการ
สามารถลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางการตลาด
แต่ละวิธีต่างก็มี ข้อดี และ ข้อด้อย ต่างกัน เนื่องจาก ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ตอบโจทย์กับทุกๆงาน

ม า ชู จึงรวบรวมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานตัดแผ่นโลหะมาโดยสังเขป ดังนี้
เทคโนโลยีการตัดแผ่นโลหะที่นิยมในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่
1. การตัดด้วย แก๊ส
2. การตัดด้วย พลาสม่า
3. การตัดด้วย เลเซอร์
4. การตัดด้วย แรงดันน้ำ
 
การตัดด้วยความร้อน (Thermal Cutting)

เป็นกระบวนการกำจัดเนื้อโลหะออกโดยใช้การหลอมเหลว เผาไหม้ หรือการระเหยในบริเวณดังกล่าว
แม้ว่าจะใช้ความร้อนในการตัด แต่ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละกระบวนการขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาของวัสดุที่จะตัด
กระบวนการตัดโดยใช้ความร้อนที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมคือ

Oxyfuel gas (OFC)
Plasma arc (PAC)
Air Carbon arc (CAC-A)
Laser beam cutting (LBC)

แก๊ส (Gas)

การตัดชนิดนี้เป็นที่นิยมในอุตสาหกรรม เนื่องจากความหนาของชิ้นงานที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 0.5-250mm อุปกรณ์ที่ใช้มีราคาถูก สามารถใช้คนในการตัดได้ การตัดชนิดนี้จะใช้เปลวไฟของเชื้อเพลิงในสถานะแก๊สผสมกับออกซิเจน โลหะจะถูกความร้อนจนถึงจุดที่เกิดการออกซิไดซ์อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปนิยมแก๊สอะเซธิลีน ก๊าซธรรมชาติ โพรเพน หรือสูตรเฉพาะ จากการที่มีการใช้เชื้อเพลิงหลายชนิดจึงมีการออกแบบหัวตัดให้เหมาะสมกับชนิดของเชื้อเพลิงและความเร็วในการตัด

กระบวนการเริ่มต้นที่ความร้อนจากการเผาไหม้ส่วนผสมเชื้อเพลิงและออกซิเจนทำให้เนื้อโลหะที่ต้องการจะตัดมีลักษณะสุกแดง อุณหภูมิต่ำกว่าจุดหลอมเหลว ออกซิเจนที่มีความเร็วสูงจะถูกพ่นไปยังชิ้นงานทำให้เกิดปฏิกิริยาเผาไหม้อย่างรวดเร็ว

การเลือกใช้แก๊สเชื้อเพลิง ที่แพร่หลายมีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่
อะเซธิลีน
โพรเพน
เมธิลอะเซธิลีนโพรเพเดียน
โพรเพลีน
และ ก๊าซธรรมชาติ

พลาสม่า (Plasma)

เป็นสถานะที่ 4 ของสสาร (หลังจาก ของแข็ง ของเหลว แก๊ส)
เกิดจากการกระตุ้นอิเล็กตรอนให้หลุดจากอะตอมของสสาร ทำให้เกิดพลังงานสูงมากจนกลายเป็นพลังงานความร้อนที่นำมาใช้ในการตัดโลหะ

ข้อดี ::
สามารถตัดงานได้หนามาก (สามารถตัดสแตนเลสหนาได้ถึง 3 นิ้ว)
สามารถตัดได้ด้วยความเร็วสูงกว่าวิธีอื่นๆ

ข้อเสีย ::
ร่องตัดมีขนาดค่อนข้างใหญ่และเอียง จึงทำให้การตัดด้วยพลาสม่าไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดสูง
การตัดพลาสม่า จึงเหมาะกับชิ้นงานที่หนา รูปร่างไม่ซับซ้อน ยอมรับความคลาดเคลื่อนและความเอียงของสันชิ้นงานได้ประมาณ 1-3mm
หากเป็นงานหนาที่ต้องการความละเอียดมากขึ้นก็อาจตัดด้วยพลาสม่า แล้วนำไปกลึง เจียรแต่งเพิ่ม เพื่อให้ได้ขนาดและผิวชิ้นงานตามที่ต้องการ
เลเซอร์ (Laser)

เป็นการตัดโดยใช้พลังงานความร้อย เช่นเดียวกับพลาสม่า แตกต่างกันที่กระบวนการผลิตพลังงานที่นำมาใช้ตัด ทำให้เปลวที่ใช้ในการตัด เล็กและแคบกว่าพลาสม่ามาก

ข้อดี ::
ทำให้ร่องตัดมีขนาดเล็ก สันแนวตัดตรง เหมาะกับชิ้นงานที่ไม่หนาและต้องการความละเอียดสูง โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง +/-0.15mm

ข้อเสีย ::
มีข้อจำกัดเรื่องความหนา และมีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ (ตั้งแต่ราคาค่าเครื่องตัดเลเซอร์ แก๊สหัวน็อซเซิล และวัสดุสิ้นเปลืองอื่นๆ)
แรงดันน้ำ (Waterjet)

แบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ ได้แก่
แรงดันน้ำเพียงอย่างเดียว (Pure Waterjet)
ใช้สารกัดกร่อนช่วยในการตัด (Abrasive jet)

ทั้งสองระบบมีหลักการเดียวกัน คือ ใช้แรงดันน้ำสูงมากเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการตัด
ระบบ Pure Waterjet  จะใช้น้ำเป็นตัวตัดชิ้นงาน
ระบบ Abrasive jet แรงดันน้ำจะเป็นตัวขับสารกัดกร่อนที่เติมเข้าไปในระบบ แล้วใช้สารกัดกร่อนที่พ่นออกมาจากหัวฉีดเป็นตัวตัดชิ้นงาน มักใช้กับชิ้นงานที่มีความแข็ง เมื่อกล่าวถึงการตัดโลหะด้วย Waterjet จะหมายถึง ระบบ Abrasive jet นั่นเอง

ข้อดี :: (ที่แตกต่างจาก พลาสม่า และเลเซอร์)
กระบวนการทั้งหมดไม่มีความร้อนมาเกี่ยวข้อง จึงทำให้สามารถตัดวัสดุได้หลายประเภท ตั้งแต่ เหล็ก สแตนเลส อลูมิเรียม ทองเหลือง ทองแดง พลาสติก ไม้ ยาง หิน เซรามิก แก้ว โดยไม่ทำให้วัสดุหลอมเหลวหรือสูญเสียคุณสมบัติทางกายภาพไป
สามารถตัดชิ้นงานได้หนา และมีความเอียงของร่องตัดน้อย
ค่าใช้จ่ายโดยรวมน้อยกว่าการตัดเลเซอร์

ข้อเสีย ::
ตัดงานได้ค่อนข้างช้าและร่องตัดมีขนาดใหญ่กว่าเลเซอร์ จึงเหมาะกับงานที่มีความละเอียดปานกลางที่พลาสม่าไม่สามารถทำได้ หรืองานที่หนาเกินศักยภาพของเลเซอร์ (เป็นทางเลือกระหว่างการตัดแบบพลาสม่า กับ เลเซอร์)
Powered by MakeWebEasy.com